Schema Markup คืออะไร? คู่มือ JSON-LD เพื่อทำ SEO ให้ได้ Rich Results แบบมืออาชีพ

Table of Contents

Schema Markup คืออะไร? คู่มือ JSON-LD เพื่อทำ SEO ให้ได้ Rich Results แบบมืออาชีพ

ถ้าคุณทำ SEO แล้วต้องการให้เว็บไซต์โดดเด่นบนหน้าผลการค้นหา การใช้ Schema Markup และ JSON-LD ถือเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาเว็บของคุณได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสให้ได้ Rich Results เช่น ดาวรีวิว ราคา รูปภาพ หรือข้อมูลเสริมอื่น ๆ บนหน้า Search Result

Schema Markup คืออะไร?

Schema Markup คือชุดโค้ดที่ช่วยอธิบาย “ความหมาย” ของข้อมูลบนหน้าเว็บให้ Search Engine เข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวอักษรหรือโค้ด HTML แต่เป็นการบอกว่าข้อมูลนี้คือ บทความ, สินค้า, รีวิว, องค์กร, สูตรอาหาร และอื่น ๆ

Schema ถูกออกแบบและดูแลโดยโครงการ Schema.org ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ Google, Bing, Yahoo และ Search Engine อื่น ๆ ใช้ร่วมกัน เมื่อคุณใส่ Schema Markup บนหน้าเว็บ ข้อมูลเหล่านั้นจะกลายเป็น Structured Data ที่ช่วยให้ระบบค้นหาวิเคราะห์และจัดแสดงผลได้ดีขึ้น

Structured Data คืออะไร?

Structured Data คือข้อมูลที่ถูกจัดอยู่ในโครงสร้างที่ชัดเจน มีรูปแบบแน่นอน เช่น JSON ที่ระบุเป็นคู่ของคีย์และค่า ข้อมูลแบบนี้ต่างจากข้อความธรรมดาที่ไม่มีโครงสร้าง ทำให้เครื่องอ่านเข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ยาก

ตัวอย่าง Structured Data ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการทำ SEO คือรูปแบบ JSON-LD ซึ่งเป็น JSON ที่ออกแบบมาเพื่อบรรยายข้อมูลเชิงโครงสร้างให้ Search Engine เข้าใจได้ง่าย และนิยมใช้ในการติดตั้ง Schema Markup บนเว็บไซต์

JSON-LD คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับ SEO?

JSON-LD (JavaScript Object Notation for Linked Data) คือรูปแบบการเขียนข้อมูลแบบ JSON ที่เน้นการเชื่อมโยงความหมายของข้อมูล โดยใช้คีย์พิเศษ เช่น @context และ @type เพื่ออ้างอิงไปยัง Schema.org

ในมุมมอง SEO การใช้ JSON-LD เป็นวิธีที่ Google แนะนำอย่างชัดเจนสำหรับการเพิ่ม Structured Data ลงในหน้า HTML เพราะ

  • โค้ดแยกจากโครงสร้าง HTML ไม่ไปรบกวน layout หน้าเว็บ
  • แก้ไข เพิ่ม ลบ ได้สะดวก
  • รองรับโดย Search Engine รายใหญ่
  • ใช้งานร่วมกับ CMS ต่าง ๆ เช่น WordPress, Shopify ได้ง่าย

ทำไมคนทำ SEO ต้องใช้ Schema Markup

เหตุผลที่คนทำ SEO มืออาชีพเกือบทุกคนให้ความสำคัญกับ Schema Markup มีดังนี้

  • ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่เห็นเป็นตัวอักษร แต่รู้ด้วยว่าเป็นบทความ ข่าว สินค้า รีวิว หรือ FAQ
  • เปิดโอกาสได้ Rich Results เช่น ดาวรีวิว ราคา Breadcrumbs FAQ accordion หรือ Image enhancement
  • เพิ่ม CTR (อัตราการคลิก) เพราะผลการค้นหาที่มี Rich Results จะดึงดูดสายตามากกว่าลิงก์ธรรมดา
  • ช่วยให้เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ ทั้งต่อผู้ใช้และ Search Engine
  • เป็นสัญญาณช่วยเรื่อง Ranking ทางอ้อม จากการมี Interaction และ CTR ที่ดีขึ้น

ประเภทของ Schema ที่สำคัญต่อ SEO

บน Schema.org มีประเภทข้อมูลจำนวนมาก แต่สำหรับสาย SEO มีบางประเภทที่ควรเริ่มใช้งานก่อน เนื่องจากมีผลต่อ Rich Results โดยตรง

1. Article / BlogPosting / NewsArticle

เหมาะสำหรับเว็บไซต์บล็อก ข่าว หรือบทความเนื้อหาเชิงให้ความรู้ ช่วยให้ Google เข้าใจว่าเนื้อหานี้เป็นบทความ และสามารถแสดงผลชื่อเรื่อง รูปภาพ และข้อมูลวันที่ได้อย่างเหมาะสม

โครงสร้างสำคัญ เช่น:

  • @type กำหนดเป็น Article, BlogPosting หรือ NewsArticle
  • headline ชื่อเรื่องของบทความ
  • image URL รูปภาพหลักของบทความ
  • datePublished วันที่เผยแพร่
  • dateModified วันที่แก้ไขล่าสุด
  • author ผู้เขียน

2. Product

เหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์และเว็บไซต์ E-commerce ช่วยแสดงข้อมูลสินค้า เช่น ราคา สถานะสต็อก ดาวรีวิว ทำให้ผลค้นหาน่าเชื่อถือและน่าคลิกมากขึ้น

ฟิลด์สำคัญของ Product Schema เช่น:

  • name ชื่อสินค้า
  • image รูปภาพสินค้า
  • description รายละเอียดสินค้า
  • sku หรือรหัสสินค้า
  • offers ซึ่งภายในจะมี price, priceCurrency, availability
  • aggregateRating คะแนนเฉลี่ยรีวิว และจำนวนรีวิว

3. Organization / LocalBusiness

ใช้สำหรับบอกข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจหรือองค์กร ช่วยให้ Google แสดงข้อมูลธุรกิจบน Knowledge Panel หรือใน Local Search ได้ชัดเจนขึ้น

มักประกอบด้วยข้อมูล เช่น:

  • name ชื่อบริษัทหรือแบรนด์
  • url URL เว็บไซต์หลัก
  • logo โลโก้องค์กร
  • contactPoint ช่องทางติดต่อ
  • address ที่ตั้ง
  • telephone เบอร์โทร

4. FAQPage

เหมาะสำหรับหน้าเว็บที่มีคำถาม–คำตอบหลายข้อในหน้าเดียว หากใช้ Schema ประเภท FAQPage อย่างถูกต้อง Google สามารถแสดงผลคำถาม–คำตอบบางส่วนเป็น Rich Result ใน SERP ได้

ข้อดีคือกินพื้นที่บนหน้าค้นหาเพิ่ม ทำให้ CTR ดีขึ้น และช่วยตอบข้อสงสัยของผู้ใช้ได้เร็วขึ้น

5. BreadcrumbList

ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างลำดับชั้นของหน้าเว็บ และอาจแสดงเป็น Breadcrumb บนหน้า Search Result แทน URL ยาว ๆ ซึ่งช่วยทั้ง UX และการทำ Internal Linking ให้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างโค้ด JSON-LD สำหรับใช้งานจริง

ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างโค้ด JSON-LD แบบพื้นฐานที่สามารถนำไปปรับใช้ได้

ตัวอย่าง JSON-LD สำหรับบทความ (Article)

<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Article",
  "headline": "Schema Markup คืออะไร? คู่มือ JSON-LD เพื่อทำ SEO",
  "image": [
    "https://example.com/images/schema-cover.jpg"
  ],
  "datePublished": "2025-01-01",
  "dateModified": "2025-01-10",
  "author": {
    "@type": "Person",
    "name": "ทีมคอนเทนต์ SEO"
  },
  "publisher": {
    "@type": "Organization",
    "name": "Example Media",
    "logo": {
      "@type": "ImageObject",
      "url": "https://example.com/images/logo.png"
    }
  },
  "description": "บทความอธิบายความหมายของ Schema Markup และวิธีใช้ JSON-LD เพื่อทำ SEO และสร้าง Rich Results บน Google"
}
</script>

ตัวอย่าง JSON-LD สำหรับสินค้า (Product)

<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Product",
  "name": "กล้องถ่ายรูป DSLR",
  "image": "https://example.com/dslr-camera.jpg",
  "description": "กล้องถ่ายรูปคุณภาพสูงสำหรับมืออาชีพ",
  "sku": "CAM-DSLR-01",
  "offers": {
    "@type": "Offer",
    "url": "https://example.com/dslr-camera",
    "priceCurrency": "THB",
    "price": "25900",
    "availability": "https://schema.org/InStock"
  },
  "aggregateRating": {
    "@type": "AggregateRating",
    "ratingValue": "4.8",
    "reviewCount": "127"
  }
}
</script>

ตัวอย่าง JSON-LD สำหรับ FAQPage

<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "FAQPage",
  "mainEntity": [
    {
      "@type": "Question",
      "name": "Schema Markup คืออะไร?",
      "acceptedAnswer": {
        "@type": "Answer",
        "text": "Schema Markup คือโค้ดที่ช่วยให้ Search Engine เข้าใจความหมายและโครงสร้างของข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ ทำให้มีโอกาสแสดงผลแบบ Rich Results"
      }
    },
    {
      "@type": "Question",
      "name": "JSON-LD ต่างจาก Microdata อย่างไร?",
      "acceptedAnswer": {
        "@type": "Answer",
        "text": "JSON-LD แยกโค้ดออกจาก HTML ทำให้จัดการได้ง่าย ไม่ต้องฝัง attribute ลงในแท็ก HTML แต่เขียนเป็นบล็อกสคริปต์แยกต่างหาก"
      }
    }
  ]
}
</script>

จะเริ่มใช้ JSON-LD บนเว็บไซต์ได้อย่างไร

การเพิ่ม JSON-LD ไปยังหน้าเว็บสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับระบบที่ใช้จัดการเว็บไซต์

1. ฝังโค้ดด้วยตัวเองใน HTML

หากคุณเข้าถึงโค้ดได้โดยตรง สามารถเพิ่มโค้ด JSON-LD ในส่วน <head> หรือท้าย <body> ของหน้า HTML ได้ทันที โดยครอบด้วยแท็ก

<script type="application/ld+json">
{ ...โค้ด JSON-LD... }
</script>

ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็น JSON ที่ถูกต้อง เช่น ใช้ Double Quote เสมอ ไม่มีจุลภาคเกินท้ายรายการ และโครงสร้างครบถ้วน

2. ใช้ปลั๊กอินบน WordPress

หากเว็บไซต์ใช้ WordPress การเพิ่ม Schema Markup จะง่ายขึ้นมาก เพราะมีปลั๊กอินช่วย เช่น

  • ปลั๊กอิน SEO ที่มีฟีเจอร์ Schema ในตัว
  • ปลั๊กอิน Schema เฉพาะทางสำหรับ Product, Review, FAQ, Article

ข้อดีของปลั๊กอินคือช่วยสร้าง JSON-LD ให้อัตโนมัติจากข้อมูลที่เรากรอกในหน้าหลังบ้าน ลดโอกาสผิดพลาดจากการเขียนโค้ดเอง

3. สร้าง JSON-LD จากฝั่ง Server

สำหรับเว็บไซต์ที่พัฒนาด้วย Framework หรือภาษาโปรแกรม เช่น PHP, Python, Node.js นักพัฒนาสามารถสร้าง JSON-LD จากตัวแปรหรือข้อมูลในฐานข้อมูล แล้วส่งไป Render ใน HTML โดยอัตโนมัติ เช่น ใช้ Template Engine เพื่อฝัง JSON-LD ที่สร้างจาก Server ลงในหน้าเว็บ

แนวทางการใช้งาน Schema Markup อย่างถูกต้อง

การใช้ Schema Markup ให้ได้ผลและไม่เสี่ยงต่อการถูกลงโทษจาก Search Engine ควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

  • ใช้เฉพาะข้อมูลที่มีอยู่จริงบนหน้าเว็บ ข้อมูลใน JSON-LD ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้ใช้เห็น
  • ไม่ใส่ข้อมูลเกินจริงหรือทำให้เข้าใจผิด เช่น ใส่คะแนนรีวิวสูงแต่หน้าเว็บไม่มีรีวิวจริง
  • เลือกประเภท Schema ให้ตรงกับประเภทเนื้อหา หากเป็นบทความให้ใช้ Article, หากเป็นสินค้าใช้ Product เป็นต้น
  • ตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจากเอกสาร Search Engine เพราะบางประเภท Rich Results มีเงื่อนไขเพิ่มเติม
  • ทดสอบทุกครั้งก่อนเผยแพร่ ด้วยเครื่องมือทดสอบ Structured Data ของ Google

วิธีตรวจสอบและทดสอบ Schema Markup

หลังจากเพิ่ม JSON-LD บนหน้าเว็บแล้ว ขั้นตอนสำคัญคือการทดสอบเพื่อให้แน่ใจว่าโค้ดถูกต้อง และ Search Engine สามารถอ่านได้

  • ใช้เครื่องมือทดสอบ Structured Data เพื่อเช็คว่ามี Error หรือ Warning หรือไม่
  • ตรวจสอบว่า Schema ที่เพิ่มไปตรงกับประเภทเนื้อหาในหน้า
  • หากพบ Warning ให้พิจารณาเติมฟิลด์ที่จำเป็นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ระยะยาวผ่านรายงาน Rich Results ในเครื่องมือสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ของ Search Engine เพื่อดูว่าหน้าใดได้รับ Rich Results บ้าง และมีข้อผิดพลาดเชิงโครงสร้างหรือไม่

กลยุทธ์การใช้ Schema Markup ในแผน SEO Content

แทนที่จะมอง Schema Markup เป็นเพียงงานเทคนิค ควรผูกเข้ากับกลยุทธ์คอนเทนต์และโครงสร้างเว็บไซต์โดยรวม

  • สำหรับบล็อกและบทความความรู้ ใช้ Article + BreadcrumbList และเพิ่ม FAQPage ในหัวข้อที่ผู้ใช้ถามบ่อย
  • สำหรับ E-commerce ใช้ Product + Offer + AggregateRating และอาจเสริมด้วย Review หรือ HowTo หากมีคู่มือการใช้งาน
  • สำหรับธุรกิจท้องถิ่น ใช้ LocalBusiness + Organization พร้อมข้อมูลที่อยู่ เวลาเปิดทำการ และเบอร์โทร
  • สำหรับเว็บไซต์รีวิว ใช้ Review และ AggregateRating ให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มโอกาสได้ดาวรีวิวใน SERP

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ Schema Markup

หลายเว็บไซต์ใส่ Schema แล้วไม่เกิดผล หรือเกิดปัญหา Error ในเครื่องมือทดสอบ มักมาจากสาเหตุดังนี้

  • โครงสร้าง JSON ไม่ถูกต้อง เช่น ลืมปิดวงเล็บ ลืมเครื่องหมายคอมมา หรือใช้ Single Quote แทน Double Quote
  • ฟิลด์สำคัญของ Schema ขาดหาย เช่น Product ไม่มี price หรือ Article ไม่มี headline
  • ใช้ประเภท Schema ผิดกับเนื้อหา เช่น ใช้ Product กับหน้ารีวิวบทความทั่วไป
  • ข้อมูลใน Schema ไม่ตรงกับเนื้อหาบนหน้าเว็บ เช่น ราคาไม่ตรงกัน
  • ใส่ Schema ซ้ำซ้อนหลายชุดแบบขัดแย้งกันในหน้าเดียว

สรุปแนวทางการนำ JSON-LD ไปต่อยอด

เมื่อเข้าใจพื้นฐานของ Schema Markup และ JSON-LD แล้ว สิ่งที่สามารถต่อยอดได้ ได้แก่

  • วางโครงสร้างคอนเทนต์ตั้งแต่ต้น ให้สอดคล้องกับ Schema ที่ต้องการใช้
  • สร้าง Template โค้ด JSON-LD สำหรับประเภทหน้าเว็บต่าง ๆ เช่น หน้าโพสต์บล็อก หน้า Product หน้า Category และหน้า FAQ
  • ร่วมมือกับทีมพัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ เพื่อให้การฝัง JSON-LD เป็นส่วนหนึ่งของ Workflow ปกติ
  • ติดตามผลผ่านเครื่องมือสำหรับ Webmaster เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของ Rich Results

การใช้ Schema Markup และ JSON-LD อย่างถูกต้อง จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการมองเห็นมากขึ้นในผลการค้นหา เพิ่ม CTR และสร้างความได้เปรียบทาง SEO แบบที่คู่แข่งที่ยังไม่ใช้ Structured Data ทำตามได้ยาก

Scroll to Top