Schema Markup คืออะไร? ใช้อย่างไรให้เว็บติดอันดับและได้ Rich Results
หากคุณทำ SEO มาสักพัก คงเริ่มได้ยินคำว่า Schema Markup, Structured Data หรือ JSON-LD บ่อยขึ้นเรื่อยๆ เพราะนี่คือหนึ่งในเทคนิคสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ “สื่อสาร” กับ Google ได้ดีขึ้น ช่วยให้เข้าใจคอนเทนต์บนหน้าเว็บอย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้เว็บของคุณได้รับการแสดงผลแบบพิเศษ หรือที่เรียกว่า Rich Results ในหน้าค้นหา
บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานว่า Schema Markup คืออะไร สำคัญอย่างไรต่อ SEO ประเภทต่างๆ ที่ควรรู้ วิธีใช้งานแบบ JSON-LD สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป บทความ สินค้า บริการ รวมถึงแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับคนที่ต้องการยกระดับเว็บไซต์ให้พร้อมแข่งขันในโลก Search แบบจริงจัง
Schema Markup คืออะไร?
Schema Markup คือโค้ดที่เรานำไปใส่ในหน้าเว็บไซต์เพื่อบอก Search Engine ว่าเนื้อหาบนหน้านั้นคืออะไร มีองค์ประกอบใดบ้าง เช่น เป็นบทความ ข่าว สินค้า สูตรอาหาร รีวิว คอร์สเรียน อีเวนต์ ฯลฯ
โค้ดชุดนี้อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Structured Data หรือ “ข้อมูลที่มีโครงสร้าง” ซึ่งทำให้ระบบค้นหาสามารถอ่าน ทำความเข้าใจ และนำข้อมูลไปใช้สร้างผลการค้นหาที่มีรูปแบบสวยงามและละเอียดกว่าผลลัพธ์ปกติ เช่น แสดงดาวรีวิว ราคา คำถาม-คำตอบ (FAQ) Breadcrumbs และอื่นๆ
Google และ Search Engine ต่างๆ นิยมให้ใช้รูปแบบ Schema ที่อ้างอิงจาก Schema.org และสำหรับ Google เองจะแนะนำให้ใช้รูปแบบโค้ดแบบ JSON-LD เป็นหลักเพราะแยกจากโค้ดหน้าเว็บได้ชัดเจน แก้ไขง่าย และไม่รบกวน HTML หลักของเพจ
ความแตกต่างระหว่าง Schema Markup, Structured Data และ JSON-LD
หลายคนสับสนว่า 3 คำนี้หมายถึงอะไร ต่างกันอย่างไร ใช้อะไรเมื่อไหร่ มาดูแบบเข้าใจง่าย:
- Structured Data คือคำเรียกกว้างๆ หมายถึงข้อมูลที่ถูกจัดโครงสร้างให้เครื่องอ่านเข้าใจ เช่น ข้อมูลสินค้า บทความ รีวิว ที่มีฟิลด์กำกับชัดเจน
- Schema Markup คือรูปแบบการเขียนโค้ด Structured Data ตามมาตรฐานของ Schema.org เช่น Article, Product, FAQPage, LocalBusiness
- JSON-LD คือรูปแบบการเขียนโค้ด Schema Markup เป็นภาษา JSON แล้วใส่ในแท็ก
<script type="application/ld+json">บนหน้า HTML
พูดง่ายๆ: Schema Markup คือ “ภาษาที่ใช้บอกโครงสร้างข้อมูล” ส่วน JSON-LD คือ “วิธีเขียนภาษานี้แบบหนึ่ง” ที่ Google แนะนำเป็นพิเศษ
ทำไม Schema Markup จึงสำคัญต่อ SEO
Schema Markup ไม่ใช่ปัจจัยอันดับ (Ranking Factor) โดยตรง แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาบนหน้าเว็บได้ดีขึ้น ส่งผลทั้งด้านการจัดอันดับและอัตราการคลิก (CTR) ในทางอ้อม
1. ช่วยให้ Google เข้าใจคอนเทนต์ได้แม่นยำ
เมื่อคุณใช้ Schema Markup ถูกต้อง Google จะเข้าใจได้ว่าหน้านี้คืออะไร เช่น:
- เป็น บทความ ที่มีหัวข้อ ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ และรูปภาพหลัก
- เป็น Product Page ที่มีราคา สถานะสินค้า คะแนนรีวิว
- เป็น หน้ารีวิว ที่มีคะแนนเฉลี่ยจากผู้ใช้จำนวนเท่าไร
- เป็น หน้า Local Business ที่มีชื่อ ที่อยู่ เวลาเปิดปิด
เมื่อ Google เข้าใจเจตนาและประเภทของหน้าชัดเจน ก็มีโอกาสจัดอันดับหน้าให้กับคำค้นที่เกี่ยวข้องได้แม่นยำขึ้น
2. เพิ่มโอกาสได้ Rich Results บนหน้า SERP
หนึ่งในเหตุผลหลักที่คนทำ SEO ให้ความสำคัญกับ Schema Markup คือการเพิ่มโอกาสให้หน้าเว็บได้แสดงผลแบบ Rich Results เช่น:
- ดาวรีวิวและคะแนนเฉลี่ยใต้ชื่อหน้า
- แสดง Breadcrumbs แทน URL ธรรมดา
- แสดง คำถาม-คำตอบ จาก FAQ
- แสดง ราคาและสถานะสินค้า ในหน้า Product
- แสดง รูปภาพและข้อมูลเพิ่มเติม ในบทความหรือข่าว
ผลการค้นหาแบบ Rich ทำให้ลิงก์ของคุณโดดเด่นกว่าคู่แข่งใน SERP โดยตรง ส่งผลต่ออัตราการคลิก (CTR) ได้อย่างมีนัยสำคัญแม้อันดับจะใกล้เคียงกัน
3. ช่วยเรื่อง UX บนหน้า Search
Schema ที่ดีช่วยให้ผู้ใช้เห็นข้อมูลสำคัญได้ตั้งแต่บนหน้าค้นหา เช่น ราคา รีวิว เวลาเริ่มงาน (สำหรับ Event) หรือคำถามยอดนิยม (สำหรับ FAQ) ทำให้ผู้ใช้ตัดสินใจคลิกเข้าหน้าเว็บที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการจริงๆ ลดการคลิกผิด และช่วยให้ Traffic ที่เข้ามามีคุณภาพมากขึ้น
ประเภท Schema Markup ที่คนทำ SEO ควรรู้
แม้ Schema.org จะมีประเภท Schema จำนวนมาก แต่สำหรับคนทำ SEO ทั่วไป การเริ่มจากประเภทพื้นฐานต่อไปนี้จะครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ได้ดี:
1. Article / BlogPosting / NewsArticle
ใช้กับหน้า บทความ, บล็อก, หรือ ข่าว โดยเฉพาะเว็บไซต์สาย Content / Blog / Magazine การใส่ Article Schema ช่วยให้ Google เข้าใจหัวข้อ ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ และรูปภาพหลัก
ตัวอย่างฟิลด์สำคัญใน Article Schema:
headline– ชื่อบทความimage– URL รูปภาพหลักของบทความdatePublished– วันที่เผยแพร่dateModified– วันที่อัปเดตล่าสุดauthor– ข้อมูลผู้เขียนpublisher– ข้อมูลผู้เผยแพร่ (องค์กร)
2. Product
ใช้กับหน้า สินค้า ในเว็บไซต์ E-commerce หรือหน้า Product Landing ทั่วไป เพื่อส่งข้อมูลราคา สกุลเงิน สถานะสินค้า รูปภาพ และรีวิวให้ Search Engine รู้
ฟิลด์ที่มักใช้ใน Product Schema:
name– ชื่อสินค้าimage– รูปสินค้าdescription– คำอธิบายสินค้าsku– รหัสสินค้าbrand– แบรนด์offers– กลุ่มข้อมูลราคา สกุลเงิน สถานะสินค้าaggregateRating– คะแนนเฉลี่ยรีวิว
3. LocalBusiness / Organization
ใช้กับเว็บไซต์ธุรกิจ ร้านค้า คลินิก โรงแรม ร้านอาหาร หรือกิจการท้องถิ่นต่างๆ เพื่อบอกข้อมูลชื่อธุรกิจ ที่อยู่ เบอร์โทร เวลาเปิดปิด พิกัด และอื่นๆ
4. FAQPage
ใช้กับหน้าที่มีเนื้อหาเป็นคำถาม-คำตอบหลายข้อแบบชัดเจน (ไม่ใช่แค่ย่อหน้าในบทความ) หากใช้ถูกต้อง จะมีโอกาสแสดงผลเป็นคำถาม-คำตอบแบบขยายได้ใน SERP (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายและการแสดงผลของ Google ในแต่ละช่วงเวลา)
5. BreadcrumbList
ใช้กับเส้นทางนำทาง (Breadcrumbs) ของเว็บไซต์ ช่วยให้ Google แสดงโครงสร้างเส้นทางของหน้าในผลการค้นหาแทน URL ธรรมดา เช่น Home > Blog > SEO > Schema Markup
รูปแบบการเขียน Schema: JSON-LD กับการใส่ใน HTML
ในอดีตเราอาจนิยมเขียน Schema แบบ Microdata หรือ RDFa ด้วยการฝัง Attribute ลงใน HTML โดยตรง แต่ปัจจุบัน Google แนะนำให้ใช้รูปแบบ JSON-LD เป็นหลัก เพราะมีข้อดีดังนี้:
- แยกโค้ด Structured Data ออกจากโค้ด HTML หลัก ทำให้จัดการง่าย
- ลดความสับสน ไม่ต้องใส่ Attribute ลงในทุก Element ของ HTML
- แก้ไขหรือเพิ่มฟิลด์ได้โดยไม่ต้องไปยุ่งกับโครงสร้างหน้า
- เหมาะกับการสร้างแบบ Dynamic จาก CMS หรือ Framework ต่างๆ
รูปแบบการใช้งานคือ ใส่โค้ด JSON-LD ภายในแท็ก:
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "Article",
"headline": "ตัวอย่างชื่อบทความ",
"image": [
"https://example.com/photos/1x1/photo.jpg",
"https://example.com/photos/4x3/photo.jpg",
"https://example.com/photos/16x9/photo.jpg"
],
"datePublished": "2024-01-05T08:00:00+07:00",
"dateModified": "2024-01-05T09:20:00+07:00",
"author": {
"@type": "Person",
"name": "ชื่อผู้เขียน"
},
"publisher": {
"@type": "Organization",
"name": "ชื่อเว็บไซต์หรือองค์กร"
}
}
</script>
โค้ดลักษณะนี้จะถูกฝังอยู่ใน <head> หรือบริเวณต้น <body> ของหน้า HTML โดยไม่กระทบกับการแสดงผลต่อผู้ใช้ แต่ช่วยให้ Google อ่านโครงสร้างข้อมูลได้ง่าย
ตัวอย่างโค้ด JSON-LD สำหรับ Schema ยอดนิยม
1. ตัวอย่าง Article Schema สำหรับบทความ
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "BlogPosting",
"headline": "Schema Markup คืออะไร? ใช้อย่างไรให้เว็บติดอันดับ",
"description": "คู่มือ Schema Markup สำหรับคนทำ SEO ครอบคลุม JSON-LD, Rich Results และโค้ดตัวอย่าง",
"image": "https://example.com/images/schema-markup-guide.jpg",
"author": {
"@type": "Person",
"name": "SEO Content Specialist"
},
"publisher": {
"@type": "Organization",
"name": "ชื่อแบรนด์ของคุณ",
"logo": {
"@type": "ImageObject",
"url": "https://example.com/logo.png"
}
},
"datePublished": "2024-01-05T08:00:00+07:00",
"dateModified": "2024-01-05T09:20:00+07:00"
}
</script>
2. ตัวอย่าง Product Schema สำหรับสินค้า
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org/",
"@type": "Product",
"name": "ตัวอย่างสินค้า",
"image": "https://www.example.com/photos/1.jpg",
"description": "คำอธิบายของสินค้า",
"sku": "12345",
"brand": {
"@type": "Brand",
"name": "ชื่อแบรนด์"
},
"offers": {
"@type": "Offer",
"url": "https://www.example.com/product-page",
"priceCurrency": "THB",
"price": "1290.00",
"availability": "https://schema.org/InStock"
},
"aggregateRating": {
"@type": "AggregateRating",
"ratingValue": "4.8",
"reviewCount": "57"
}
}
</script>
3. ตัวอย่าง FAQPage Schema
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org",
"@type": "FAQPage",
"mainEntity": [
{
"@type": "Question",
"name": "Schema Markup คืออะไร?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "Schema Markup คือโค้ด Structured Data ที่ช่วยให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาบนหน้าเว็บได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสได้ Rich Results."
}
},
{
"@type": "Question",
"name": "ควรใช้ Schema แบบไหนสำหรับบทความบล็อก?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "สำหรับบทความทั่วไป แนะนำให้ใช้ประเภท Article หรือ BlogPosting โดยระบุ headline, image, author, datePublished, dateModified ให้ครบถ้วน."
}
}
]
}
</script>
ขั้นตอนการเริ่มใช้งาน Schema Markup บนเว็บไซต์
สำหรับเจ้าของเว็บไซต์หรือ SEO ที่ต้องการเริ่มต้นแบบเป็นขั้นตอน สามารถทำตามลำดับต่อไปนี้:
1. วิเคราะห์ประเภทคอนเทนต์บนเว็บของคุณ
ก่อนจะเขียน Schema คุณต้องรู้ก่อนว่าเว็บไซต์คุณมีหน้าแบบใดบ้าง เช่น:
- หน้า Home / Landing Page หลัก
- หน้าบทความ (Blog / News / Knowledge)
- หน้าสินค้า / บริการ
- หน้าหมวดหมู่ (Category)
- หน้า FAQ
- หน้าเกี่ยวกับเรา / ติดต่อเรา
จากนั้นจับคู่ประเภทหน้าเหล่านี้กับ Schema ประเภทต่างๆ เช่น บทความใช้ Article, สินค้าใช้ Product, ธุรกิจใช้ LocalBusiness
2. เลือกวิธีการติดตั้ง Schema
วิธีติดตั้ง Schema มีหลายทางเลือก:
- เขียนโค้ด JSON-LD เองแล้วฝังในเทมเพลต HTML ของเว็บ
- ใช้ปลั๊กอิน (เช่น บน WordPress) ที่สร้าง JSON-LD ให้อัตโนมัติ
- ใช้เครื่องมือสร้างโค้ด (Schema Generator) แล้วนำโค้ดไปวาง
- ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล (Database) แล้ว Build JSON-LD แบบ Dynamic
สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นและขยายได้ในระยะยาว การออกแบบให้ระบบ Backend สร้าง JSON-LD อัตโนมัติจากข้อมูลสินค้าหรือบทความ จะช่วยลดภาระการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
3. ใส่ Schema ให้สอดคล้องกับคอนเทนต์จริง
เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะ Google เน้นย้ำว่าข้อมูลใน Schema ต้องสะท้อน เนื้อหาจริงบนหน้า ไม่ใช่ข้อมูลที่แต่งขึ้นเพื่อหลอกให้ได้ Rich Results เช่น:
- ห้ามใส่ราคาใน Schema แต่ไม่มีแสดงในหน้า
- ห้ามใส่รีวิวหรือคะแนนที่ไม่มีบนหน้าเว็บจริง
- ห้ามใช้ FAQ Schema กับหน้าที่ไม่ได้มีโครงสร้างคำถาม-คำตอบชัดเจน
แนวทางที่ดีคือ: ทุกฟิลด์สำคัญใน Schema ควรมีข้อมูลปรากฏบนหน้าเพจให้ผู้ใช้เห็นเสมอ
4. ทดสอบโค้ดด้วยเครื่องมือของ Google
เมื่อติดตั้งโค้ดแล้วจำเป็นต้องทดสอบว่า Google อ่านโค้ดได้ถูกต้อง ไม่มี Error และสามารถสร้าง Rich Results ได้
คุณสามารถใช้เครื่องมือประเภท “Rich Results Test” หรือ “Schema Markup Tester” โดยมีตัวเลือกให้ทดสอบได้ทั้ง:
- การใส่ URL ของหน้าเว็บไซต์ที่ออนไลน์แล้ว
- การวางโค้ด HTML หรือโค้ด JSON-LD โดยตรง
ระบบจะแสดงผลว่า:
- หน้าเว็บรองรับ Rich Result ประเภทใดบ้าง
- มี Error หรือ Warning ในฟิลด์ใด
- ข้อมูลที่อ่านเจอมีโครงสร้างตรงตามที่ Schema.org กำหนดหรือไม่
5. ติดตามผลทาง Search Console
หลังจากติดตั้ง Schema ไปสักระยะ คุณสามารถใช้ Google Search Console เพื่อตรวจสอบได้ว่า:
- Google พบ Structured Data ประเภทใดบ้างบนเว็บไซต์
- มี Error หรือปัญหาด้านโครงสร้างข้อมูลหรือไม่
- จำนวนหน้า (Valid) ที่พร้อมให้แสดง Rich Results เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร
กลยุทธ์ Schema Markup สำหรับสาย Content และ E-commerce
สำหรับเว็บ Content / Blog / Knowledge
- ใช้ Article / BlogPosting กับบทความทุกหน้า
- ใช้ BreadcrumbList เพื่อให้โครงสร้างหมวดหมู่ถูกแสดงเป็น Breadcrumb บน SERP
- หากมีหน้ารวมคำถาม-คำตอบ แยกเป็นหน้าเฉพาะแล้วใช้ FAQPage
- เพิ่ม Organization หรือ Person Schema สำหรับหน้าเกี่ยวกับเรา เพื่อบอกข้อมูลเว็บไซต์หรือผู้เขียน
สำหรับเว็บ E-commerce / ร้านค้าออนไลน์
- ใช้ Product Schema ในทุกหน้า Product Detail
- แสดงราคา สกุลเงิน สถานะสินค้า และรีวิวบนหน้า แล้วสะท้อนข้อมูลเหล่านั้นใน Schema
- ใช้ BreadcrumbList เพื่อแสดงทางเดิน Category บน SERP
- ใช้ LocalBusiness หากมีหน้าสาขา / ร้านค้าจริง
Best Practices ในการใช้ Schema Markup
- ใช้ Schema เฉพาะที่เกี่ยวข้องจริงกับคอนเทนต์ของหน้า
- ตรวจสอบเอกสารอัปเดตของ Google เป็นระยะ เพราะนโยบาย Rich Results อาจปรับเปลี่ยนได้
- หลีกเลี่ยงการ “สแปม” Schema เช่น ใส่ FAQ ทุกหน้าโดยไม่จำเป็น
- ให้ความสำคัญกับคุณภาพคอนเทนต์และ UX เป็นหลัก Schema เป็นตัวเสริมไม่ใช่ตัวแทนคุณภาพเนื้อหา
- หากโครงสร้างเว็บซับซ้อน พิจารณาวาง Data Model ให้ชัด ก่อนออกแบบ JSON-LD เพื่อให้ง่ายต่อการขยายในอนาคต
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Schema Markup
- ฟิลด์สำคัญหายไป เช่น Product ไม่มีราคา หรือ Article ไม่มีวันที่เผยแพร่ ทำให้ Rich Result ไม่แสดง
- ข้อมูลใน Schema ไม่ตรงกับหน้าเว็บจริง เช่น ราคาใน Schema ไม่ตรงกับราคาในหน้า
- ใช้ประเภท Schema ผิด เช่น ใช้ Product กับหน้าบทความรีวิวที่ไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง
- ใช้ Schema ซ้ำซ้อนหลายแบบในหน้าเดียว โดยไม่มีโครงสร้างชัดเจน ทำให้ Search Engine สับสน
- ละเลยการตรวจ Error ไม่เคยใช้เครื่องมือทดสอบหลังอัปเดตโค้ด
สรุปแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับ Schema Markup สำหรับ SEO
Schema Markup เป็นเหมือน “ภาษากลาง” ระหว่างเว็บไซต์ของคุณกับ Search Engine ช่วยให้ระบบเข้าใจว่าคอนเทนต์ของคุณคืออะไร ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญแบบใด และควรแสดงผลอย่างไรในหน้าค้นหา
แม้ Schema จะไม่ใช่ปัจจัยอันดับโดยตรง แต่ในเชิงกลยุทธ์ SEO การใช้ Schema อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสอดคล้องกับคอนเทนต์จริงบนหน้า จะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับ Search Engine เพิ่มโอกาสได้ Rich Results และส่งผลต่ออัตราการคลิก รวมถึงประสบการณ์ของผู้ใช้ในภาพรวม
หากคุณกำลังวางแผนพัฒนาเว็บไซต์หรือรีดีไซน์โครงสร้างเนื้อหา ให้พิจารณาเรื่อง Schema Markup เป็นส่วนหนึ่งของ SEO Technical Foundation ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ส่วนเสริมภายหลัง เพื่อให้เว็บไซต์พร้อมเติบโตในโลกการค้นหาที่ให้ความสำคัญกับความหมาย (Semantic) และความเข้าใจเนื้อหามากขึ้นเรื่อยๆ
