คู่มือทำ SEO ด้วย Schema Markup และ JSON-LD สำหรับบทความ: ปรับโครงสร้างข้อมูลให้ Google เข้าใจง่ายและติดอันดับเร็วขึ้น

คู่มือทำ SEO ด้วย Schema Markup และ JSON-LD สำหรับบทความ: ปรับโครงสร้างข้อมูลให้ Google เข้าใจง่ายและติดอันดับเร็วขึ้น

การทำ SEO ในยุคปัจจุบันไม่ได้จบแค่การใส่คีย์เวิร์ดในบทความหรือสร้างลิงก์ภายนอกเท่านั้น สิ่งหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อการมองเห็นในหน้าแรกของ Google คือการใช้ Schema Markup และ Structured Data ในรูปแบบ JSON-LD เพื่อช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจโครงสร้างและบริบทของคอนเทนต์บนเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้องและลึกซึ้งมากขึ้น[4][6]

Schema Markup คืออะไร และเกี่ยวข้องกับ SEO อย่างไร

Schema Markup คือโค้ดที่เรานำไปฝังในหน้าเว็บ เพื่ออธิบายให้เสิร์ชเอนจินทราบว่าองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บของเราหมายถึงอะไร เช่น บทความ สินค้า รีวิว ราคา ผู้เขียน วันที่เผยแพร่ และข้อมูลอื่น ๆ ที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจคอนเทนต์[3][6]

Schema จะอ้างอิงมาตรฐานจาก Schema.org ซึ่งเป็นชุดคำอธิบายประเภทข้อมูล (Vocabulary) ที่ใช้ร่วมกันระหว่าง Google, Bing, Yahoo และเสิร์ชเอนจินหลักรายอื่น ๆ[3][6]

เมื่อเว็บไซต์ของคุณมี Schema Markup ที่ถูกต้อง Google จะสามารถประมวลผลและตีความหน้าเว็บได้ดีขึ้น และมีโอกาสแสดงผลในรูปแบบ Rich Results เช่น ดาวรีวิว ราคา รูปภาพ หรือข้อมูลบทความแบบเด่นเป็นพิเศษในหน้าผลลัพธ์การค้นหา[4][5]

Structured Data และ JSON-LD คืออะไร

Structured Data หรือข้อมูลที่มีโครงสร้าง คือข้อมูลที่ถูกจัดในรูปแบบที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐาน ทำให้เครื่องมือค้นหาสามารถอ่านและวิเคราะห์ได้ง่าย ตัวอย่างรูปแบบ Structured Data ที่นิยมใช้คือ JSON และรูปแบบที่ Google แนะนำมากที่สุดสำหรับเว็บไซต์คือ JSON-LD[4][6]

JSON-LD (JavaScript Object Notation for Linked Data) เป็นรูปแบบการเขียน Structured Data ด้วย JSON ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย สามารถแยกออกจากโค้ด HTML หลักได้อย่างเป็นระเบียบ โดยมักจะฝังอยู่ในแท็ก <script type="application/ld+json"> ภายในส่วน <head> หรือ <body> ของหน้าเว็บ[2][4]

ประโยชน์ของ Schema Markup และ JSON-LD ต่อ SEO

การเพิ่มโค้ด Schema Markup ลงในเว็บเพจมีประโยชน์จำนวนมากต่อการทำ SEO และประสบการณ์ผู้ใช้ ดังนี้

  • ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่าเดิม เนื่องจากเราอธิบายประเภทข้อมูล บทบาท และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บอย่างชัดเจน[5][6]
  • เพิ่มโอกาสได้ Rich Results เช่น Article Rich Result, Product Rich Result, Review Snippet ซึ่งมักมีอัตราการคลิก (CTR) สูงกว่าผลลัพธ์ปกติ[4][5]
  • สร้างความน่าเชื่อถือ เมื่อแสดงข้อมูลผู้เขียน วันที่เผยแพร่ รีวิว หรือคะแนนอย่างเป็นระบบ ผู้ใช้จะรู้สึกเชื่อถือเว็บไซต์มากขึ้น[2]
  • ช่วยให้ระบบค้นหาเข้าใจคอนเทนต์เชิงลึก เช่น แยกแยะว่าเพจนั้นเป็นบทความข่าว บทความบล็อก สินค้า หรือหน้าบริษัท[2][4]
  • รองรับฟีเจอร์ในอนาคตของเสิร์ชเอนจิน เนื่องจาก Structured Data เป็นพื้นฐานสำคัญของการค้นหาเชิงความหมาย (Semantic Search)[5][6]

พื้นฐาน JSON ที่ต้องเข้าใจก่อนเขียน JSON-LD

ก่อนเขียน JSON-LD สำหรับ Schema Markup เราจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของ JSON เบื้องต้นเสียก่อน JSON เป็นรูปแบบข้อมูลแบบข้อความที่ใช้โครงสร้าง คู่คีย์-ค่า (key-value pair) โดยคีย์ต้องเป็นสตริง และค่ารองรับได้หลายประเภท เช่น String, Number, Boolean, null, Array และ Object[1]

ตัวอย่างโครงสร้าง JSON พื้นฐาน[1]

{
  "name": "ตัวอย่าง",
  "age": 30,
  "email": "example@example.com",
  "isMember": true,
  "skills": ["SEO", "HTML", "JSON"],
  "address": {
    "city": "Bangkok",
    "zip": "10110"
  }
}

ข้อควรระวังในการเขียน JSON[1]

  • ใช้เครื่องหมาย Double Quote เสมอสำหรับคีย์และสตริง
  • ห้ามมีคอมมา หลังสมาชิกตัวสุดท้ายใน Array หรือ Object
  • ต้องเป็น โครงสร้างที่สมบูรณ์ วงเล็บเปิด-ปิดครบถ้วน

โครงสร้าง Article Schema สำหรับบทความ SEO

สำหรับบทความทั่วไปหรือบล็อก Google แนะนำให้ใช้ประเภท Article หรือ BlogPosting หรือหากเป็นข่าวใช้ NewsArticle[2]

องค์ประกอบสำคัญของ Article Schema ตามเอกสารของ Google ได้แก่[2]

  • @context – กำหนดว่าใช้ Schema.org เป็นบริบท เช่น "https://schema.org"
  • @type – ประเภทของข้อมูล เช่น "Article", "BlogPosting" หรือ "NewsArticle"
  • headline – หัวข้อหลักของบทความ
  • image – URL ของรูปภาพที่ใช้เป็นภาพประกอบหลัก
  • datePublished – วันที่เผยแพร่บทความ
  • dateModified – วันที่แก้ไขล่าสุด
  • author – ข้อมูลผู้เขียน อาจเป็นบุคคลหรือองค์กร[2]
  • publisher – ข้อมูลสำนักพิมพ์หรือองค์กรเจ้าของเว็บไซต์ (มักใช้กับบทความข่าว)[2]

ตัวอย่าง JSON-LD สำหรับบทความ SEO

ด้านล่างคือโค้ดตัวอย่าง Article Schema ในรูปแบบ JSON-LD ที่สามารถนำไปปรับใช้กับบทความ SEO บนเว็บไซต์ได้

<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Article",
  "headline": "คู่มือทำ SEO ด้วย Schema Markup และ JSON-LD สำหรับบทความ",
  "image": [
    "https://www.example.com/images/seo-schema-1x1.jpg",
    "https://www.example.com/images/seo-schema-4x3.jpg",
    "https://www.example.com/images/seo-schema-16x9.jpg"
  ],
  "datePublished": "2024-01-05T08:00:00+07:00",
  "dateModified": "2024-02-10T09:20:00+07:00",
  "author": {
    "@type": "Person",
    "name": "ชื่อผู้เขียน",
    "url": "https://www.example.com/author/profile"
  },
  "publisher": {
    "@type": "Organization",
    "name": "ชื่อแบรนด์หรือเว็บไซต์",
    "logo": {
      "@type": "ImageObject",
      "url": "https://www.example.com/images/logo.png"
    }
  },
  "description": "บทความอธิบายวิธีใช้ Schema Markup และ JSON-LD เพื่อปรับปรุง SEO สำหรับบทความบนเว็บไซต์",
  "mainEntityOfPage": {
    "@type": "WebPage",
    "@id": "https://www.example.com/blog/seo-schema-json-ld"
  }
}
</script>

ตัวอย่างนี้สอดคล้องกับแนวทางของ Google สำหรับ Article Structured Data ซึ่งระบุการใช้งาน @context, @type, headline, image, datePublished, dateModified, author และฟิลด์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง[2]

วิธีฝัง JSON-LD ลงในหน้า HTML ของเว็บไซต์

การฝัง JSON-LD สามารถทำได้โดยตรงในไฟล์ HTML ของหน้าเพจ โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้[4]

  1. เตรียมโค้ด JSON-LD ให้ถูกต้องตามโครงสร้าง JSON และ Schema.org
  2. ครอบโค้ดด้วยแท็ก <script type="application/ld+json"> และปิดด้วย </script>
  3. นำไปวางในส่วน <head> หรือภายใน <body> ของหน้าเว็บ โดยทั่วไปนิยมวางใน <head> เพื่อความเป็นระเบียบ[2][4]
  4. อัปโหลดไฟล์หรืออัปเดตหน้าเพจบนเซิร์ฟเวอร์
  5. ทดสอบด้วยเครื่องมือของ Google เช่น Rich Results Test

ตัวอย่างการใช้งาน Structured Data สำหรับหน้า Product

แม้เนื้อหาหลักของบทความนี้จะเน้นที่ Article Schema แต่การเข้าใจ Product Schema ก็มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเว็บไซต์ที่มีทั้งบทความและหน้าสินค้า โดย Product Schema มีฟิลด์สำคัญ เช่น ชื่อสินค้า, รูปภาพ, คำอธิบาย, ราคา, สกุลเงิน, สถานะสินค้า และรีวิว[3][4][5]

ตัวอย่าง JSON-LD สำหรับสินค้า[4]

<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org/",
  "@type": "Product",
  "name": "ตัวอย่างสินค้า",
  "image": "https://www.example.com/photos/1.jpg",
  "description": "คำอธิบายของสินค้า",
  "sku": "12345",
  "offers": {
    "@type": "Offer",
    "url": "https://www.example.com/product-page",
    "priceCurrency": "THB",
    "price": "1290.00",
    "availability": "https://schema.org/InStock"
  }
}
</script>

ตัวอย่างโค้ดลักษณะนี้ช่วยให้ Google เข้าใจรายละเอียดของสินค้าบนหน้าเพจและแสดงผลในรูปแบบ Rich Result เช่น ราคาและสถานะสินค้าได้[4][5]

กลยุทธ์ผสาน SEO Content กับ Schema Markup

การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่เขียนบทความให้ดีเท่านั้น แต่ต้องผสาน โครงสร้างเนื้อหา เข้ากับ โครงสร้างข้อมูล (Structured Data) อย่างชาญฉลาด ดังนี้

  • กำหนดประเภทคอนเทนต์ที่ชัดเจน เช่น บทความ (Article/BlogPosting), ข่าว (NewsArticle), สินค้า (Product), รีวิว (Review) แล้วเลือก Schema ให้ตรงประเภท[2][3][6]
  • ใช้หัวข้อ (Headline) ที่สื่อความหมาย และนำมาใช้ซ้ำในฟิลด์ headline ใน JSON-LD เพื่อให้สอดคล้องกัน
  • เพิ่มข้อมูลผู้เขียนและวันที่ ทั้งในหน้า HTML และใน Schema เพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของคอนเทนต์[2]
  • ใส่รูปภาพคุณภาพสูง และระบุ URL ในฟิลด์ image เพราะ Google ใช้รูปภาพประกอบในผลลัพธ์การค้นหา
  • เขียนคำอธิบาย (Meta Description) ที่ดี และสามารถนำข้อความใกล้เคียงไปใส่ในฟิลด์ description ของ Article Schema[2][4]

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ JSON-LD และ Schema

แม้การเพิ่ม Schema Markup จะไม่ซับซ้อนมาก แต่ก็มีข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นและควรหลีกเลี่ยง ได้แก่

  • โครงสร้าง JSON ไม่ถูกต้อง เช่น วงเล็บไม่ครบ ใช้ Single Quote หรือใส่คอมมาหลังตัวสุดท้าย ซึ่งจะทำให้โค้ดไม่ทำงาน[1]
  • ใช้ @type ไม่ตรงกับเนื้อหา เช่น ใช้ Product กับหน้าที่เป็นบทความรีวิวทั่วไป หรือใช้ Article กับหน้าสินค้า
  • ข้อมูลใน Schema ไม่ตรงกับหน้าเพจจริง เช่น ระบุราคาหนึ่งใน Schema แต่หน้าเพจแสดงอีกราคา อาจส่งผลให้เกิดปัญหากับคุณภาพข้อมูล
  • ละเว้นฟิลด์สำคัญ เช่น ไม่มี headline, datePublished, author ใน Article Schema[2]
  • คัดลอกโค้ดมาทั้งดิบโดยไม่แก้ไข ทำให้ข้อมูลเช่น URL, รูปภาพ, ชื่อผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บจริง

การทดสอบและตรวจสอบ Schema Markup

หลังจากเพิ่ม JSON-LD ลงในเว็บไซต์แล้ว ควรทดสอบทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าโค้ดถูกต้องและมีสิทธิ์ได้รับ Rich Results

  • ใช้เครื่องมือของ Google เช่น Rich Results Test เพื่อเช็กว่าโค้ด Article หรือ Product ที่ใส่เข้าไปอ่านได้ถูกต้องหรือไม่ และมีคำแนะนำเพิ่มเติมอะไรบ้าง[2][4]
  • ตรวจสอบใน Search Console ว่ามีการรายงาน Error หรือ Warning เกี่ยวกับ Structured Data หรือไม่
  • ทดสอบบนหลายหน้าเพจ โดยเฉพาะเพจสำคัญ เช่น บทความหลัก หน้าสินค้าขายดี และหน้า Landing Page

โครงสร้างเว็บที่เหมาะกับการขยาย Schema ในอนาคต

เมื่อเข้าใจ JSON-LD และ Article Schema แล้ว การวางโครงเว็บที่เอื้อต่อการใช้ Schema ให้ครอบคลุมจะช่วยให้การทำ SEO ระยะยาวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ออกแบบให้แต่ละประเภทเพจมีเทมเพลตที่ชัดเจน เช่น เทมเพลตบทความ เทมเพลตสินค้า เทมเพลตรีวิว จากนั้นผูก Schema ตามเทมเพลต
  • ใช้ระบบ CMS หรือเฟรมเวิร์กที่สามารถใส่ JSON-LD แบบไดนามิกได้ เช่น ดึงชื่อบทความ รูปภาพ วันที่ และผู้เขียนมาใส่ในโค้ดอัตโนมัติ[5]
  • รองรับการเพิ่ม Schema อื่น ๆ เช่น FAQ, Breadcrumb, Organization เพื่อเสริม SEO เชิงโครงสร้าง

สรุปแนวทางทำ SEO Content ด้วย JSON-LD และ Schema Markup

การเขียนบทความ SEO ที่มีคุณภาพในวันนี้ต้องให้ความสำคัญทั้งกับ คอนเทนต์ที่อ่านเข้าใจง่ายสำหรับคน และ โครงสร้างข้อมูลที่เข้าใจง่ายสำหรับเสิร์ชเอนจิน การใช้ Schema Markup ในรูปแบบ JSON-LD โดยเฉพาะ Article Schema สำหรับบทความ และ Product Schema สำหรับหน้าสินค้า เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยยกระดับโอกาสที่เว็บไซต์จะได้แสดงผลแบบโดดเด่นใน Google[2][4][5][6]

เมื่อคุณเข้าใจหลักการของ JSON พื้นฐาน เลือกประเภท Schema ให้ตรงกับเนื้อหา เขียนโค้ด JSON-LD ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน และทดสอบด้วยเครื่องมือของ Google อย่างสม่ำเสมอ เว็บไซต์ก็จะพร้อมสำหรับการเติบโตด้าน SEO ทั้งในวันนี้และการอัปเดตอัลกอริทึมในอนาคต

Scroll to Top