เจาะลึก INP (Interaction to Next Paint): ตัวชี้วัดใหม่ที่มาแทน FID

เจาะลึก INP (Interaction to Next Paint): ตัวชี้วัดใหม่ที่มาแทน FID

ในยุคที่เว็บไซต์ต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ คุณสมบัติด้านประสิทธิภาพของเว็บไซต์จึงต้องได้รับการปรับปรุงอย่างไม่หยุดยั้ง ในบทความนี้เราจะเจาะลึกเกี่ยวกับ INP (Interaction to Next Paint) ตัวชี้วัดใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ FID (First Input Delay) พร้อมกับข้อดี ความสำคัญ และวิธีการปรับปรุงเพื่อนำไปสู่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้

INP คืออะไร? (ความหมายและบริบท)

INP หรือ Interaction to Next Paint เป็นตัวชี้วัดที่วัดระยะเวลาที่ใช้ตั้งแต่การกระทำของผู้ใช้ (เช่น คลิกปุ่ม) จนกระทั่งการวาดภาพต่อไปบนหน้าจอ เป็นการวัดซึ่งสำคัญในการประเมินว่าการตอบสนองของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้ได้รับมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพียงใด ขณะที่ FID นั้นเน้นที่การตอบสนองในช่วงแรก INP มุ่งเน้นที่ประสบการณ์ภาพที่ต่อเนื่อง

ทำไม INP ถึงสำคัญ? (ข้อดี/ผลกระทบ)

การใช้ INP เป็นตัวชี้วัดช่วยให้เว็บไซต์:

  • ปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้: INP ช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกว่าการตอบสนองของเว็บไซต์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีระเบียบ
  • เพิ่มอัตราการแปลง: เว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองมักจะมีอัตราการแปลงที่สูงขึ้น
  • สนับสนุน SEO: Google ใช้ข้อมูลด้านประสิทธิภาพเว็บไซต์เพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ การมี INP ที่ดีจึงมีผลดีต่อการปรับอันดับในผลการค้นหา

วิธีการปรับปรุง INP: คู่มือทีละขั้นตอน

1. วิเคราะห์ประสิทธิภาพปัจจุบัน

ก่อนที่จะแก้ไข จำเป็นต้องทำการวิเคราะห์เว็บไซต์ของคุณเพื่อหาจุดที่ทำให้ INP ต่ำ

  • ใช้เครื่องมือเช่น Google PageSpeed Insights หรือ Lighthouse ในการตรวจสอบประสิทธิภาพ
  • ระบุส่วนที่เป็นปัญหา เช่น JavaScript ที่ใช้เวลานานเกินไป

2. ปรับแต่ง JavaScript

การลดเวลาที่ใช้ในการรอการดำเนินการ JavaScript เป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุง INP คุณสามารถ:

  • จัดลำดับความสำคัญของการโหลด JavaScript ผ่าน deferred script loading
  • ลดขนาดไฟล์ JavaScript โดยการใช้ code splitting

3. ใช้การโหลดแบบ lazy loading

การโหลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นในช่วงเริ่มต้น เช่น รูปภาพหรือ iframe ที่อยู่ต่ำลงมา จะช่วยปรับปรุง INP

ข้อผิดพลาดทั่วไปและวิธีหลีกเลี่ยง

  • ไม่ทำการทดสอบอย่างต่อเนื่อง: ควรทำการทดสอบ INP เป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้นั้นมีผล
  • การใช้ resource ที่ไม่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงการใช้ script หรือ resource ที่หนักเกินไปซึ่งอาจทำให้การโหลดช้า

กรณีศึกษา: ตัวอย่างจากชีวิตจริง

หลายบริษัทได้ดำเนินการปรับปรุงเว็บไซต์ตามตัวชี้วัด INP และพบว่าผลลัพธ์ที่ได้รับมีผลดีอย่างมาก เช่น:

  • บริษัท A ได้ลดเวลา INP ลงไปได้ถึง 40% หลังจากปรับแต่ง JavaScript และทรัพยากรที่ใช้
  • บริษัท B ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นจากลูกค้าหลังจากใช้การโหลดแบบ lazy loading ในเว็บไซต์

เคล็ดลับขั้นสูงและแนวโน้ม

  • ใช้ Web Workers เพื่อย้ายการประมวลผลที่หนักไปทำใน background
  • ตรวจสอบการใช้ server-side rendering เพื่อให้ได้ performance ที่สูงขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

INP แตกต่างจาก FID อย่างไร?

INP มุ่งเน้นไปที่การวัดการกระทำของผู้ใช้และการวาดภาพในภายหลัง ขณะที่ FID วัดเวลาที่ผ่านไปก่อนที่จะมีการตอบสนองต่อการกระทำของผู้ใช้

ทำไมการปรับปรุง INP จึงสำคัญสำหรับ SEO?

Google ใช้ข้อมูลด้านประสิทธิภาพเว็บไซต์ในการจัดอันดับเว็บไซต์ หาก INP ของเว็บไซต์ของคุณดีกว่า เว็บไซต์ของคู่แข่ง คุณมีโอกาสที่สูงขึ้นที่จะอยู่ในอันดับที่สูงขึ้น

บทสรุป

INP เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้เข้าใจถึงประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้น การปรับปรุงค่า INP จากเว็บไซต์จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น และมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง อย่าลืมทำการวิเคราะห์และปรับปรุง INP อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีความสามารถในการแข่งขันในสมัยนี้

Scroll to Top