เทคนิคการคุมค่า CLS (Cumulative Layout Shift) ในหน้าที่มีโฆษณาเยอะ

เทคนิคการคุมค่า CLS (Cumulative Layout Shift) ในหน้าที่มีโฆษณาเยอะ

ในยุคดิจิทัลที่การเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลต่าง ๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานมักต้องเผชิญกับการแสดงผลที่ไม่สอดคล้องกับคาดหวัง โดยเฉพาะเมื่อมีโฆษณาเยอะในเนื้อหา ซึ่งค่า CLS (Cumulative Layout Shift) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ในบทความนี้ เราจะมาดูเทคนิคการคุมค่า CLS เพื่อให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพมากขึ้นและตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้ดียิ่งขึ้น

ค่า CLS คืออะไร?

ค่า CLS คือการวัดความไม่เสถียรของเลย์เอาต์ของหน้าเว็บในขณะที่ผู้ใช้กำลังดูเนื้อหา มันเกิดขึ้นเมื่อองค์ประกอบในหน้าเว็บไซต์เลื่อนหรือเปลี่ยนตำแหน่งโดยไม่มีการแจ้งเตือน เช่น โฆษณาที่โหลดช้า ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการอ่านและทำให้ผู้ใช้รู้สึกรำคาญ

เขตของปัญหา

เมื่อมีการแสดงผลโฆษณาเยอะ มักมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด CLS ซึ่งทำให้เว็บไซต์สูญเสียความน่าเชื่อถือและลดการเข้าชมจากผู้ใช้ หน้าที่มี CLS สูงสามารถทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่พอใจและอาจลาออกจากหน้าเว็บได้ ซึ่งนั่นไม่เป็นผลดีต่อ SEO และการจราจรบนเว็บไซต์

ทำไมค่า CLS จึงสำคัญ?

การควบคุมค่า CLS สามารถมีผลกระทบต่อเว็บไซต์ในหลายด้าน:

  • ประสบการณ์ผู้ใช้: การมี CLS สูงอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่พอใจและทำให้จำนวนผู้ใช้งานลดลง
  • การจัดอันดับ SEO: Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้ ดังนั้นค่า CLS ที่สูงอาจส่งผลให้ยอดการจัดอันดับของเว็บไซต์คุณลดลง
  • อัตราการแปลง: หากผู้ใช้รู้สึกไม่สะดวก พวกเขาย่อมมีแนวโน้มที่จะไม่ทำการซื้อหรือการลงทะเบียนในเว็บไซต์ของคุณ

เทคนิคการคุมค่า CLS – ขั้นตอนแบบจัดเต็ม

นี่คือเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยในการลดค่า CLS บนหน้าเว็บของคุณ:

1. แสดงขนาดของโฆษณาอย่างชัดเจน

ในการใส่โฆษณา ควรมีการกำหนดขนาด (width, height) ของแบนเนอร์ให้ชัดเจนใน CSS เพื่อไม่ให้มีการเลื่อนลอยของเลย์เอาต์เมื่อโฆษณาปรากฏ

2. ใช้ภาพที่มีขนาดแน่นอน

การประมาณขนาดของภาพก่อนที่มันจะโหลดจะช่วยลดการเปลี่ยนแปลงของเลย์เอาต์ ใช้แอตทริบิวต์ width และ height สำหรับแท็ก img

3. ศึกษาการใช้ CSS เพื่อควบคุมตำแหน่ง

ใช้ CSS สำหรับการควบคุมตำแหน่งขององค์ประกอบต่าง ๆ รักษาการจัดเรียงให้คงที่และไม่เกิดการดึงข้อมูลบนหน้าจอ

4. รณรงค์เกี่ยวกับโฆษณาที่โหลดช้า

ใช้โฆษณาที่โหลด BG แบบ Asynchronous เพื่อไม่ให้มีผลต่อการโหลดขององค์ประกอบอื่นบนหน้า

5. ใช้ JavaScript เพื่อปรับปรุงเลย์เอาต์

การใช้ JavaScript ในการตั้งค่าขนาดหรือเลย์เอาต์ที่มีความสุ่มเฉพาะเมื่อผู้ใช้เข้าชมเว็บสามารถลด CLS ได้

ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ควรหลีกเลี่ยง

ในกระบวนการลดค่า CLS มีข้อผิดพลาดทั่ว ๆ ไปที่อาจพบได้:

  • การไม่ได้กำหนดขนาดขององค์ประกอบ: ไม่กำหนดขนาดที่ชัดเจนทำให้เกิดการเลื่อน
  • การใช้โฆษณาที่ไม่เสถียร: เสนอโฆษณาที่มีการโหลดช้าหรือไม่ทันเวลา ทำให้เกิดการเลื่อน
  • การใช้ภาพที่ไม่ถูกรูปแบบ: ใช้ภาพที่ไม่มีการกำหนดขนาดที่ชัดเจน

กรณีศึกษา – การควบคุม CLS ในเว็บไซต์ที่มีโฆษณา

กรณีศึกษาที่ 1: เว็บไซต์การศึกษา ที่มีการใช้โฆษณาหลากหลายรูปแบบ โดยมีการตั้งค่าขนาดและตำแหน่งของโฆษณาอย่างมั่นคง ส่งผลให้ CLS ของเว็บไซต์ลดลงจาก 0.5 เป็น 0.1 ซึ่งสามารถเพิ่มความพึงพอใจของผู้ใช้และอัตราการเข้าชมได้อย่างมาก

เคล็ดลับเพิ่มเติม และแนวโน้มในอนาคต

แนวโน้มในการลดค่า CLS คือการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Lazy loading และ Digital Ads Optimization ที่จะช่วยลด CI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ควรทำการตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บอย่างสม่ำเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • CLS คืออะไร? – CLS คือค่ารวมของการเปลี่ยนแปลงเลย์เอาต์ที่เกิดขึ้นในหน้าเว็บไซต์ในขณะที่ผู้ใช้กำลังดูเนื้อหา
  • ทำไมต้องควบคุมค่า CLS? – การควบคุม CLS ช่วยในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้และการจัดอันดับ SEO ของเว็บไซต์
  • เราควรตั้งค่า CLS ที่เท่าไหร่? – ค่ายอดเกณฑ์ให้ CLS ต่ำกว่า 0.1 เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด

สรุป

การควบคุมค่า CLS เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้และการจัดอันดับ SEO ได้ การนำเทคนิคต่าง ๆ มาปรับใช้กับเว็บไซต์ที่มีโฆษณาเยอะจะสามารถลดค่า CLS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาเว็บไซต์ โปรดติดตามเราเพื่อติดตามข่าวสารและเคล็ดลับที่มีคุณค่า!

Scroll to Top